เรียนปริญญาตรีต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่? สรุปค่าใช้จ่าย 2026-2027

เรียนปริญญาตรีต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่? สรุปค่าใช้จ่าย 2026-2027

  • แบ่งปันบทความนี้:

ผู้ปกครองหลายท่านที่เราพบจะมีคำถามอยู่เสมอว่า “เรียนต่อต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่?”  จากประสบการณ์ของทีม i-study ในความเป็นจริงนั้น คำตอบไม่เคยมีเลขเดียวตายตัวเลยค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายของการเรียนต่อต่างประเทศขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก ตั้งแต่ ประเทศที่ต้องการเรียนต่อ เมือง มหาวิทยาลัย สาขาที่เรียน ไปจนถึงวิถีชีวิตของแต่ละคน

นักเรียนบางคนเลือกเรียนในเมืองใหญ่ที่เดินทางสะดวกและมีโอกาสงานเยอะ แต่ค่าครองชีพก็จะสูงตามไปด้วย บางคนเลือกเมืองรองซึ่งใช้ชีวิตสบายกว่าและประหยัดกว่าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บางคนตั้งเป้าไปเรียนมหาวิทยาลัย Top 50 / Top 100 เพราะต้องการภาพลักษณ์ทางวิชาการและโอกาสในอนาคต

ก่อนจะคำนวณงบ ต้องเข้าใจก่อนว่าค่าใช้จ่ายมีอะไรบ้าง

หลายครอบครัวมักคำนวณแค่ค่าเทอมเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วการเรียนต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายหลายส่วน และแต่ละส่วนส่งผลต่อภาพรวมมากกว่าที่คิด ในบางครั้ง ผู้ปกครองอาจจะตกใจเมื่อได้เห็นงบประมาณรวม โดยทีมงาน i-study จะแนะนำให้แยกการเตรียมตัว โดยแบ่งเป็นงบก้อนใหญ่คือ ค่าเรียน และ มองด้านงบก้อนอื่นๆว่า สามารถที่จะเป็นการที่ผู้ปกครองสามารถส่งค่าใช้จ่ายให้แบบรายเดือน เพื่อเป็นค่าเช่าบ้านและค่าดำรงชีพเป็นต้น

ประเทศและเมืองที่เลือกเรียน

ในประเทศเดียวกัน แต่ต่างเมือง ค่าใช้จ่ายอาจต่างกันเป็นแสนต่อปี เช่น

  • เมืองใหญ่ มักมีค่าที่พักและค่าเดินทางสูง 
  • เมืองรอง มักประหยัดกว่าและใช้ชีวิตสบายกว่า 
  • เมืองในเขต Regional (เมืองเล็ก) อาจมีค่าเช่าที่พักถูกลงมาก 

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ลอนดอนแพงกว่าเมืองอื่นในสหราชอาณาจักร, ซิดนีย์แพงกว่าหลายเมืองในออสเตรเลีย และนิวยอร์กแพงกว่าหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา

และจากประสบการณ์การช่วยดูแลด้านที่พักกับน้องๆ i-study หลายร้อยคนในออสเตรเลีย ค่าที่พักในตัวเมืองเมลเบิร์นต้องใช้งบประมาณ 33,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ ในเมืองเพิร์ท ค่าที่พักเริ่มต้นที่ 18,000 บาทต่อเดือน ในระดับคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกันเช่น ความกล้างของห้องและระยะทางไปยังมหาวิทยาลัย ดังนั้น ค่าที่พักก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญมาก

เรียนต่อต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่ ? ขึ้นอยู่กับ ประเทศและเมืองที่เลือกเรียน ในประเทศเดียวกัน แต่ต่างเมือง ค่าใช้จ่ายอาจต่างกันเป็นแสนต่อปี เช่น ลอนดอนแพงกว่าเมืองอื่นในสหราชอาณาจักร, ซิดนีย์แพงกว่าหลายเมืองในออสเตรเลีย และนิวยอร์กแพงกว่าหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา

เปรียบเทียบค่าครองชีพ 20 เมืองยอดนิยม (City Index)

จากประสบการณ์ของทีม i-study และข้อมูลออนไลน์จากแหล่งต่างๆ เรารวบรวมข้อมูลสำหรับ 20 เมืองที่เป็นที่นิยมของน้องๆมาเพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงตามด้านล่าง (โดยกำหนดให้ New York มีดัชนีที่ 100)

🇺🇸 สหรัฐอเมริกา (USA) – เมืองสำหรับนักเรียน

เมืองดัชนีค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท)ระดับค่าใช้จ่าย
New York10065,000 – 90,000สูงมาก
Los Angeles85 – 9055,000 – 82,000สูงมาก
Chicago70 – 7545,000 – 65,000สูง

🇬🇧 สหราชอาณาจักร (UK) – เมืองสำหรับนักเรียน

เมืองดัชนีค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท)ระดับค่าใช้จ่าย
London95 – 10060,000 – 90,000สูงมาก
Manchester70 – 7545,000 – 65,000สูง
Leeds65 – 7042,000 – 60,000ปานกลาง
Birmingham65 – 7042,000 – 60,000ปานกลาง

🇦🇺 ออสเตรเลีย (Australia) – เมืองสำหรับนักเรียน

เมืองดัชนีค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท)ระดับค่าใช้จ่าย
Sydney90 – 9558,000 – 85,000สูงมาก
Melbourne85 – 9055,000 – 82,000สูง
Brisbane80 – 8552,000 – 78,000สูง
Adelaide70 – 7545,000 – 65,000ปานกลาง
Perth75 – 8048,000 – 70,000ปานกลาง
Regional Cities60 – 7038,000 – 60,000ต่ำ

🇨🇦 แคนาดา (Canada) – เมืองสำหรับนักเรียน

เมืองดัชนีค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท)ระดับค่าใช้จ่าย
Toronto85 – 9055,000 – 82,000สูง
Vancouver85 – 9055,000 – 82,000สูง
Montreal70 – 7542,000 – 65,000ปานกลาง

🇳🇿 นิวซีแลนด์ (New Zealand) – เมืองสำหรับนักเรียน

เมืองดัชนีค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท)ระดับค่าใช้จ่าย
Auckland80 – 8552,000 – 78,000สูง
Wellington75 – 8048,000 – 72,000ปานกลาง-สูง
Christchurch70 – 7545,000 – 65,000ปานกลาง

🇸🇬 สิงคโปร์ (Singapore) – เมืองสำหรับนักเรียน

เมืองดัชนีค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท)ระดับค่าใช้จ่าย
Singapore95 – 10060,000 – 90,000สูงมาก

มหาวิทยาลัยที่เลือกเรียน

มหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือกลุ่ม Top 100 มักมีค่าเทอมสูงกว่า ด้วยเหตุผลด้านชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ทรัพยากรทางวิชาการ เงินอุดหนุนการวิจัย และการแข่งขันในการรับเข้าศึกษาสูงกว่า

เคสที่พี่ๆ พบบ่อยๆ คือ น้องๆ หรือผู้ปกครองอยากให้เรียนในมหาวิทยาลัย Top 50 หรือ Top 100 โดยแม้ว่าต้องเปลี่ยนจากคณะที่อยากเรียนที่สุดเป็นคณะรองลงมา ซึ่งพี่ๆ มักจะไม่ค่อยแนะนำเพราะการเลือกวิชาเรียน ควรจะเป็นวิชาที่ชอบที่สุดเพราะจะเป็นอาชีพที่น้องๆ ได้เลือกไว้
ดังนั้น การเรียนมหาวิทยาลัยท็อปไม่ได้แปลว่าคุ้มที่สุดเสมอไป และไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยอันดับรองลงมาจะไม่ดี บางครั้งมหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ใน Top 100 แต่มีหลักสูตรที่ตรงเป้าหมายกว่า ได้โอกาสในการฝึกฝนควบคู่ไปกับทฤษฎี และ ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า กลับเหมาะกับนักเรียนหลายๆ คน และ ในหลายๆ รายวิชามากกว่า
ตัวอย่างเช่น RMIT University ในเมืองเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย (2027 QS World Ranking: อันดับที่ 119) แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Top 100 แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่มี Industry connection สูงมาก และเน้นการทำโปรเจ็คร่วมกันกับองค์กรต่างๆ ทำให้นักศึกษาที่จบการศึกษาจาก RMIT มักจะได้งานทำอย่างรวดเร็ว และ ได้เงินเดือนดีมาก

สาขาวิชาที่เรียน

สาขาวิชาก็มีผลโดยตรงเช่นกัน

  • สายบริหารธุรกิจ การตลาด นิเทศศาสตร์ มักมีค่าใช้จ่ายปานกลาง 
  • สายวิทย์ วิศวกรรม IT หรือสายที่ต้องใช้แล็บ มักสูงขึ้น 
  • สายแพทย์ ทันตแพทย์ หรือสุขภาพเฉพาะทาง มักมีค่าใช้จ่ายสูงมาก 
เรียนต่อต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่ ? มหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือกลุ่ม Top 100 มักมีค่าเทอมสูงกว่า ด้วยเหตุผลด้านชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ทรัพยากรทางวิชาการ เงินอุดหนุนการวิจัย และการแข่งขันในการรับเข้าศึกษาสูงกว่า

สรุปค่าเทอม ป.ตรี ต่างประเทศโดยเฉลี่ยต่อปี

พี่ๆทีมงาน i-study ได้สรุปค่าเทอมแบบประมาณการในปี 2026-2027 ซึ่งเป็นภาพรวมค่าเทอมเฉลี่ยของมหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีในประเทศยอดนิยม สำหรับสาขาทั่วไป ไม่รวมแพทย์หรือหลักสูตรที่มีค่าใช้จ่ายเฉพาะทางสูงเป็นพิเศษ

ประเทศระยะเวลาเรียน ป.ตรีค่าเทอมเฉลี่ยต่อปี
ออสเตรเลีย3–4 ปี800,000 – 1,200,000 บาท
สหราชอาณาจักร3 ปี750,000 – 1,500,000 บาท
สหรัฐอเมริกา4 ปี900,000 – 1,800,000 บาท
แคนาดา4 ปี600,000 – 1,100,000 บาท
นิวซีแลนด์3 ปี650,000 – 900,000 บาท
สิงคโปร์2 ปี900,000 – 1,000,000 บาท
ยุโรป (ฮังการี สวีเดน ออสเตรีย) 3 ปี400,000-500,000 บาท

ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลกว้างๆ เพื่อช่วยให้น้องๆเห็นภาพรวมก่อนตัดสินใจจริง เพราะในชีวิตจริงค่าเทอมของแต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะมีความแตกต่างกันมาก

  • ออสเตรเลีย

น้องๆ i-study ส่วนใหญ่ไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียกันค่ะ โดยออสเตรเลียยังเป็นหนึ่งในประเทศที่นักเรียนไทยนิยมมาก เพราะระบบการศึกษามีคุณภาพสูงและมีทางเลือกหลากหลายทั้งเมืองใหญ่และเมืองรอง โดยปริญญาตรีใช้เวลาเรียน 3 ปี นักศึกษาสามารถทำงานพิเศษได้ประมาณ 24 ชม. ต่อสัปดาห์ ซึ่งสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้

  • สหราชอาณาจักร

ผู้ปกครองหลายท่านเลือก UK แม้ค่าเทอมต่อปีจะสูงกว่า เพราะลูกสามารถเรียนจบได้ภายใน 3 ปี ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมบางครั้งใกล้เคียงกับประเทศที่เรียน 4 ปีโดยเฉพาะในลอนดอนหรือมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่เมื่อมองลึกลงไป ในอังกฤษมีหลากหลายมหาลัยในหลายเมืองที่ทีมงาน i-study ของเราแนะนำให้นักศึกษาสามารถได้รับทุนส่วนลดทำให้ค่าเรียนเหลือเพียงประมาณ 6 แสนบาทต่อปี  น้องๆหลายคนชอบ UK เพราะจบไวและภาพลักษณ์ดี นักศึกษาสามารถทำงานพิเศษได้ประมาณ 20 ชม. ต่อสัปดาห์

  • นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการสภาพแวดล้อมสงบ ปลอดภัย และไม่อยากแบกรับค่าครองชีพที่สูงเกินไป โดยการเรียนปริญญาตรีจะเป็นการเรียน 3 ปี และ สามารถทำงานต่อในนิวซีแลนด์ได้หลังจากเรียนจบ หลายคนมองว่านิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ใช้ชีวิตง่าย และค่าใช้จ่ายโดยรวมไม่แรงเกินไปเมื่อเทียบกับบางประเทศที่นิยมกันมากกว่า นักศึกษาสามารถทำงานพิเศษได้ประมาณ 25 ชม. ต่อสัปดาห์

ยุโรป เช่น ฮังการี สวีเดน ออสเตรีย

ยุโรปกำลังได้รับความสนใจจากน้องๆนักเรียน i-study มากขึ้น เพราะหลายประเทศมีหลักสูตรปริญญาตรีภาษาอังกฤษที่ใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปี และมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประเทศยอดนิยมอื่นๆ โดยเฉพาะฮังการี ออสเตรีย และสวีเดนที่มีคุณภาพการศึกษาดีและได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ นักศึกษายังมีโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลายและเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปได้สะดวก ทำให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวที่มองหาความคุ้มค่าทั้งด้านการศึกษาและงบประมาณ.

ถ้าดูเป็น “งบรวมตลอดหลักสูตร” ต้องเตรียมเท่าไหร่?

ข้อมูลนี้มักจะเป็นข้อมูลที่ผู้ปกครองเป็นผู้สอบถามเพื่อใช้ในการเตรียมตัว และ ตัวเลขรวมแบบนี้มักช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายกว่า เพราะเห็นภาพว่าผู้ปกครองจะ “ต้องเตรียมงบประมาณทั้งหมดเท่าไหร่” ในการเรียน 

ประเทศงบรวมโดยประมาณตลอดหลักสูตร
ออสเตรเลีย (3ปี)3.5 – 6 ล้านบาท
สหราชอาณาจักร (3ปี)3.5 – 6.5 ล้านบาท
สหรัฐอเมริกา (4ปี)6 – 12 ล้านบาท
แคนาดา (4ปี)4 – 7 ล้านบาท
นิวซีแลนด์ (3ปี)3 – 4.8 ล้านบาท
สิงคโปร์ (2ปี)3-4 ล้านบาท
ยุโรป (ฮังการี สวีเดน ออสเตรีย) (3ปี)2.5-3 ล้านบาท
เรียนต่อต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่ ? นอกจากค่าเรียน ป.ตรี ต่างประเทศแล้ว อีกส่วนที่สำคัญมากคือ ค่าครองชีพต่างประเทศ ซึ่งมักเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกเดือน
โดยทั่วไปควรเตรียมงบไว้ประมาณ 400,000 – 800,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับเมือง รูปแบบที่พัก และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของนักเรียน

ค่าครองชีพต่างประเทศที่ควรเตรียมไว้

นอกจากค่าเรียน ป.ตรี ต่างประเทศแล้ว อีกส่วนที่สำคัญมากคือ ค่าครองชีพต่างประเทศ ซึ่งมักเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกเดือน

โดยทั่วไปควรเตรียมงบไว้ประมาณ 400,000 – 800,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับเมือง รูปแบบที่พัก และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของนักเรียน

ค่าใช้จ่ายหลักในชีวิตประจำวัน

  • ค่าที่พัก  หลายคนคิดว่าการเรียนใน Sydney แพงกว่า Brisbane เพียงเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงค่าเช่าอาจต่างกันมากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน
  • ค่าอาหาร  จากประสบการณ์ เรามักแนะนำให้น้องๆหัดทำอาหารง่ายๆเพื่อจะได้กินอาหารรสชาติที่ถูกปาก น้องๆบางคนไม่อยากทำอาหารเอง เรามักจะแนะนำให้ทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารซึ่งจะได้อาหารมาทานที่บ้านฟรีอีกด้วย 
  • ค่าเดินทาง  การอยู่หอในมหาวิทยาลัยจะประหยัดค่าเดินทางที่สุด และ ดีในช่วงของการปรับตัวเมื่อเข้าไปเริ่มเรียนเทอมแรก แต่น้องๆมักจะไม่ชอบเพราะไม่อิสระเท่าที่ควร 
  • อื่นๆ ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 

ที่พักแบบไหนประหยัดกว่า

1) หอพักในมหาวิทยาลัย

ข้อดีคือสะดวกและปลอดภัย เหมาะกับนักเรียนปีแรก แต่โดยทั่วไปจะมีราคาสูงกว่าที่พักแบบอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นที่พักแบบมีการบริการอาหาร นอกจากบางมหาลัยเช่น Murdoch University ประเทศออสเตรเลียที่ค่าที่พักรวมค่าน้ำค่าไฟ อินเตอร์เน็ต ประมาณ 2 หมื่นบาทเท่านั้น

2) หอพักนอก / แชร์บ้าน

เป็นตัวเลือกที่นักศึกษาต่างชาตินิยมมาก เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้พอสมควร และยังให้อิสระมากขึ้น

3) Homestay

เหมาะกับคนที่อยากปรับตัวเร็ว ฝึกภาษา และอยากมีคนดูแลเรื่องพื้นฐานบางอย่าง เช่น อาหาร อินเตอร์เน็ต ในช่วงแรก

มื่อเรียนต่อต่างประเทศ

ในกรณีที่นักเรียนสามารถทำอาหารเองได้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายในด้านอาหารลดลงมาก จากประสบการณ์ของเรา น้องๆหลายคนที่ไปเรียนและทานอาหารนอกบ้านจะพบว่าการซื้อกินทุกมื้อทำให้งบประมาณไหลเร็วมากโดยไม่รู้ตัว โดยค่าอาหารต่อเดือนอาจจะสูงถึง 2-3เท่าจากนักศึกษาที่ทำอาหารเอง

ส่วนการเดินทางนั้น หากเลือกที่พักใกล้มหาวิทยาลัยหรืออยู่ในเมืองที่ขนส่งสาธารณะดี ก็ช่วยประหยัดได้มากเช่นกัน
ค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ที่หลายคนมักลืม

เวลาเตรียมงบเรียนต่อ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงค่าเทอมและค่าหอ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายอย่างที่ควรเผื่อไว้ตั้งแต่ต้น

ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง

  • ค่าสมัครมหาวิทยาลัย 
  • ค่าสอบภาษาอังกฤษ เช่น IELTS หรือ PTE 
  • ค่าทำพาสปอร์ต 
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า 
  • ค่าตรวจสุขภาพ 
  • ค่าประกันสุขภาพ 
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน 
  • ค่ามัดจำที่พัก 
  • ค่าใช้จ่ายวันเดินทางและการตั้งตัวช่วงแรก 

รวม ๆ แล้วค่าใช้จ่ายก่อนเดินทางอาจอยู่ราว 50,000 – 200,000 บาท แล้วแต่ประเทศและจำนวนมหาวิทยาลัยที่สมัคร

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่แนะนำให้เตรียมด้วย 

  • หนังสือเรียน 
  • โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด 
  • เสื้อผ้าสำหรับอากาศหนาว 
  • ค่าเดินทางกลับประเทศไทยช่วงปิดเทอม 
  • เงินสำรองฉุกเฉิน 
เรียนต่อต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่ ? ค่าใช้จ่ายหลักในชีวิตประจำวัน
ค่าที่พัก  หลายคนคิดว่าการเรียนใน Sydney แพงกว่า Brisbane เพียงเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงค่าเช่าอาจต่างกันมากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน
ค่าอาหาร  จากประสบการณ์ เรามักแนะนำให้น้องๆหัดทำอาหารง่ายๆเพื่อจะได้กินอาหารรสชาติที่ถูกปาก น้องๆบางคนไม่อยากทำอาหารเอง เรามักจะแนะนำให้ทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารซึ่งจะได้อาหารมาทานที่บ้านฟรีอีกด้วย

เรียนในมหาวิทยาลัย Top 50 / Top 100 University ใช้เงินมากกว่าจริงไหม?

คำตอบคือ ส่วนใหญ่ “ใช่”  น้องๆและผู้ปกครองหลายคนที่วางแผน เรียน ป.ตรี ต่างประเทศ มักอยากไปเรียนในมหาวิทยาลัย Top 50 / Top 100 เพราะมองว่าเป็นใบเบิกทางในอนาคต ทั้งเรื่องภาพลักษณ์ โอกาสการเรียนต่อในอนาคต และโอกาสการทำงาน

โดยทั่วไปมหาวิทยาลัย Top 100 ของโลกมักมีค่าใช้จ่ายในการเรียนสูงกว่า 

  • ค่าเทอมสูงขึ้นประมาณ 20–60% 
  • เมืองที่ตั้งมหาวิทยาลัยมักเป็นเมืองใหญ่ 
  • ค่าครองชีพในเมืองเหล่านั้นสูงกว่า 
  • การแข่งขันเข้าศึกษาสูงกว่า 

ภาพรวมค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัย Top 50 / Top 100 ของโลก (โดยประมาณ)

  • สหรัฐอเมริกา: 1.5 – 3 ล้านบาทต่อปี 
  • สหราชอาณาจักร: 1.3 – 2.5 ล้านบาทต่อปี 
  • ออสเตรเลีย: 1.2 – 2 ล้านบาทต่อปี 

มหาวิทยาลัย Top 100 ของโลก คุ้มกับเงินที่จ่ายจริงหรือไม่?

เมื่อพูดถึงการเรียนต่อต่างประเทศ หลายครอบครัวมักตั้งเป้าหมายไว้ที่ “มหาวิทยาลัย Top 100 ของโลก” เพราะเชื่อว่าชื่อเสียงของสถาบันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานและสร้างความได้เปรียบในอนาคต ซึ่งในหลายกรณีก็เป็นความจริง โดยเฉพาะในสาขาที่มีการแข่งขันสูง เช่น การเงิน (Finance), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) หรือสาขาที่ต้องการเครือข่ายศิษย์เก่าที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของทีม i-study เราพบว่าการเลือกมหาวิทยาลัยไม่ควรมองเพียงอันดับ (Ranking) เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุน หรือ Return on Investment (ROI) ร่วมด้วย

ตัวอย่างเช่น หากมหาวิทยาลัย Top 100 มีค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตรประมาณ 6-8 ล้านบาท ขณะที่มหาวิทยาลัยอันดับ 150-300 ที่มีคุณภาพการเรียนการสอนดี มีโอกาสฝึกงาน และได้รับการยอมรับจากนายจ้าง อาจมีค่าใช้จ่ายรวมเพียง 3-5 ล้านบาท ความแตกต่างของค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 2-3 ล้านบาท

ในหลายกรณี นายจ้างไม่ได้พิจารณาเฉพาะชื่อมหาวิทยาลัย แต่ยังให้ความสำคัญกับผลการเรียน ประสบการณ์ฝึกงาน ทักษะการสื่อสาร และประสบการณ์การทำงานจริงระหว่างเรียนด้วย นักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยที่มีโครงการฝึกงาน (Internship) หรือ Work Placement ที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Top 100 อาจจะได้รับโอกาสทำงานเร็วกว่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูงกว่าแต่ขาดประสบการณ์ภาคปฏิบัติ

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัย Top 100 ไม่คุ้มค่า เพราะสำหรับบางครอบครัวที่มีเป้าหมายทำงานกับองค์กรระดับโลก บริษัทข้ามชาติ หรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนปริญญาโทในรูปแบบการทำวิจัย การลงทุนในการศึกษากับมหาวิทยาลัยชั้นนำอาจสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่คุ้มค่าได้เช่นกัน

ดังนั้นคำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่ “ควรเลือกมหาวิทยาลัย Top 100 หรือไม่?” แต่ควรถามว่า “มหาวิทยาลัยแห่งนั้นเหมาะกับเป้าหมาย อาชีพ และงบประมาณของเราหรือไม่?” เพราะมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดสำหรับเรา อาจไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูงที่สุดเสมอไป แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่ช่วยให้นักศึกษาไปถึงเป้าหมายได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

มีงบประมาณต่อปีเท่านี้ เรียนปริญญาตรีในประเทศไหนได้บ้าง?

งบประมาณน้อยกว่า 1 ล้านบาทต่อปี

  • สวีเดน 
  • ฮังการี
  • ออสเตรีย 

งบประมาณประมาณ 1–2 ล้านบาทต่อปี

  • นิวซีแลนด์ 
  • ออสเตรเลีย
  • แคนาดาบางเมือง
  • สิงคโปร์ 

งบประมาณประมาณ 2–3 ล้านบาทต่อปี

  • ออสเตรเลีย (เมืองใหญ่) 
  • UK สหราชอาณาจักร / อังกฤษ 

งบประมาณตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี

  • สหรัฐอเมริกา 
  • UK มหาวิทยาลัยชื่อดัง 
  • มหาวิทยาลัย Top 100 ในเมืองใหญ่ 

เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เรามีคุณแม่ท่านหนึ่งติดต่อเข้ามาปรึกษาทีมงาน i-study ว่าต้องการให้น้องๆ 2 คนไปเรียนต่อ โดยมีงบคนละไม่เกิน 4.5 ล้านบาท สามารถไปเรียนที่มหาลัยของประเทศไหนได้บ้าง โดยจากงบประมาณ เราได้วิเคราะห์และส่งทางเลือกให้คุณแม่ทั้งการเรียนต่ออังกฤษ (UK) เรียนต่อออสเตรเลีย และ เรียนต่อนิวซีแลนด์ โดยแม้ว่าการเรียนในอังกฤษ (UK) ดูจะเป็นไปได้ยากด้านงบประมาณ แต่เมื่อเราได้มองภาพรวมแล้ว ทางทีมงานนำเสนอมหาวิทยาลัยที่มีทุนการศึกษา การอยู่หอแบบ twin-bed / shared room และ การที่น้องๆสามารถดูแลตนเองได้ด้านอาหาร

เรียนต่อต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่ ? การเรียนต่อต่างประเทศเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ของครอบครัว และยิ่งวางแผนได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเลือกทางที่ต้องการและคุ้มค่าได้มากขึ้นเท่านั้น เรามักจะแนะนำให้วางแผนและสมัคร 1-1.5ปีก่อนเริ่มเรียน
ทีมที่ปรึกษาของ i-study พร้อมช่วยคุณวิเคราะห์งบประมาณจริง แนะนำประเทศและมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับเป้าหมาย รวมถึงช่วยดูเรื่องทุนการศึกษาและการสมัครเรียนอย่างเป็นระบบ

ทุนเรียนต่อ ป.ตรี ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากแค่ไหน?

อีกหนึ่งคำที่คนค้นหาบ่อยมากคือ ทุนเรียนต่อ ป.ตรี ทุนการเรียนต่อในระดับปริญญาตรีสำหรับนักเรียนต่างชาติอาจไม่ได้มีจำนวนเท่าระดับโท แต่ก็มีทุนที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จริง เช่น ทุนสำหรับนักศึกษาต่างประเทศ ทุนสำหรับนักศึกษาที่เรียนดี เป็นต้น

โดยทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบลดค่าเทอม 10–50% และบางกรณีอาจมากกว่านั้นสำหรับนักเรียนที่มีโปรไฟล์ดี จากประสบการณ์ของพี่ๆ i-study เราจะแนะนำทุนให้น้องๆในทุกกระณี ตัวอย่างเช่น ในออสเตรเลียมักจะมีทุนส่วนลดประมาณ 20-35% ในหลายๆมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัย Deakin มีทุนส่วนลดที่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้สูงสุดปีละกว่า 4 แสนบาท (ทุน 50%) หรือ ในอดีต นักศึกษาปริญญาตรีจาก i-study ได้รับทุนส่วนลด 70% จาก Swinburne University of Technology ในเมืองเมลเบิร์นทำให้ค่าเล่าเรียนลดลงเหลือเพียงประมาณ 2 แสนบาทต่อปีเท่านั้น

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศ

น้องๆและผู้ปกครองหลายๆคนที่เริ่มหาข้อมูล เช่นการถามญาติหรือคนรู้จักมักเจอความคิดแบบเดิม ๆ อยู่เสมอ เช่น

“เรียนต่างประเทศต้องรวยมากเท่านั้น” 

จากประสบการณ์การทำงานมากว่า 10 ปี เรื่องนี้ไม่จริงเสมอไป เพราะการเลือกประเทศ เมือง และมหาวิทยาลัยอย่างเหมาะสม ช่วยคุมงบประมาณได้มากกว่าที่คิด เรามีน้องๆจากครอบครัวที่เป็นชนชั้นกลางไปเรียนต่อผ่านเราจำนวนมาก โดยเราภูมิใจมากๆที่เราได้มีโอกาสให้คำปรึกษาเรื่องการวางแผนทางการเงินแก่ผู้ปกครองหลายท่าน เรามีการให้ผู้ปกครองรูดบัตรเครดิตในเบื้องต้น และ วางแผนการผันทองคำให้เป็นเงิน

“ทำงานพาร์ทไทม์แล้วจ่ายค่าเทอมได้” 

ในความเป็นจริงคือ งานพาร์ทไทม์มักช่วยได้เฉพาะค่าครองชีพหรือค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ครอบคลุมค่าเทอมก้อนใหญ่ทั้งหมด จากที่ทีมงาน i-study ของเราได้ดูแลน้องๆส่วนหนึ่ง น้องๆที่ทำงานเพื่อจ่ายค่าเทอมได้สำเร็จจะมี 2 กรณี คือ น้องกลุ่มที่มีค่าเทอมอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของค่าเรียนทั้งหมด และ น้องกลุ่มที่มีคู่แต่งงานที่ช่วยทำงานเต็มเวลาในขณะที่น้องนักเรียนทำงานพาร์ทไทม์ระหว่างเรียน

“ต้องเรียน Top 100 เท่านั้นถึงจะคุ้ม”

ไม่จริงเสมอไป เพราะบางครั้งมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับงบและสาขาอาจให้ผลลัพธ์ดีกว่าในชีวิตจริง เช่น มหาวิทยาลัยกลุ่มท็อป 5 ของออสเตรเลียมักจะมีอัตราการได้งานน้อยกว่าหลังเรียนจบ (การทำวิจัย จะเป็นการสอบถามหลังเรียนจบ6เดือน)

“ค่าใช้จ่ายมีแค่ค่าเทอมกับค่าหอ”

จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายแฝงมีผลมาก เช่น ค่าเดินทางระหว่างประเทศ และถ้าไม่เผื่อไว้ตั้งแต่ต้น อาจทำให้งบเกินได้ง่าย

ให้ i-study ช่วยวางแผนงบประมาณและการเรียนต่อของนักเรียน

การเรียนต่อต่างประเทศเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ของครอบครัว และยิ่งวางแผนได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเลือกทางที่ต้องการและคุ้มค่าได้มากขึ้นเท่านั้น เรามักจะแนะนำให้วางแผนและสมัคร 1-1.5ปีก่อนเริ่มเรียน

ทีมที่ปรึกษาของ i-study พร้อมช่วยคุณวิเคราะห์งบประมาณจริง แนะนำประเทศและมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับเป้าหมาย รวมถึงช่วยดูเรื่องทุนการศึกษาและการสมัครเรียนอย่างเป็นระบบ


H3: คำถามที่พบบ่อย

Q : เรียนต่อต่างประเทศใช้เงินทั้งหมดกี่บาท?

A : โดยเฉลี่ยประมาณ 3–6 ล้านบาทสำหรับหลักสูตรปริญญาตรี แต่ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับประเทศ เมือง และมหาวิทยาลัยที่เลือก

Q : ค่าเรียน ป.ตรี ต่างประเทศ ประเทศไหนคุ้มที่สุด?

A : นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและแคนาดาบางเมืองมักเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกับคุณภาพชีวิต อีกทั้งมี Post Study Work Visa ที่ให้โอกาสนักศึกษาในการทำงานต่อในประเทศนั้นๆและมีรายได้ที่ดีมากๆหลังเรียนจบ

Q : งบ 3 ล้านบาทพอเรียนต่อต่างประเทศไหม?

A : พอสำหรับหลายประเทศและหลายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะถ้าเลือกเมืองรองหรือมีทุนการศึกษาช่วย เช่น ทางทีม i-study เคยแนะนำการเรียนที่ JCU Brisbane ที่มีทุนการศึกษาสำหรับการเรียนด้านธุรกิจสูงถึง 35% (2026) โดยจากค่าเรียนปกติที่ไม่สูง และ อยู่ในเมืองที่มีโอกาสทำงานมาก (บริสเบน) ทำให้น้องๆสามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 3 แสนบาทต่อปีเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆในออสเตรเลีย 

Q : ต้องมีเงินสำรองเท่าไหร่ก่อนยื่นวีซ่า?

A : ขึ้นอยู่กับประเทศและเงื่อนไขของแต่ละที่ แต่โดยทั่วไปควรมีเงินสำรองเพียงพอสำหรับค่าเทอม ค่าครองชีพ 1 ปี และค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง

Q : ทำงานพาร์ทไทม์ช่วยจ่ายค่าเรียนได้ไหม?

A : ช่วยได้ในส่วนค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายรายวัน แต่ไม่ควรใช้เป็นแหล่งหลักในการจ่ายค่าเทอมทั้งหมด

ต้องการความช่วยเหลือ?

ติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาฟรี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

การใช้งานเว็บไซต์นี้ ถือว่าคุณยอมรับ ประกาศความเป็นส่วนตัว ของเรา

อ่านรายละเอียด