ผู้ปกครองหลายท่านที่เราพบจะมีคำถามอยู่เสมอว่า “เรียนต่อต่างประเทศใช้เงินเท่าไหร่?” จากประสบการณ์ของทีม i-study ในความเป็นจริงนั้น คำตอบไม่เคยมีเลขเดียวตายตัวเลยค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายของการเรียนต่อต่างประเทศขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก ตั้งแต่ ประเทศที่ต้องการเรียนต่อ เมือง มหาวิทยาลัย สาขาที่เรียน ไปจนถึงวิถีชีวิตของแต่ละคน
นักเรียนบางคนเลือกเรียนในเมืองใหญ่ที่เดินทางสะดวกและมีโอกาสงานเยอะ แต่ค่าครองชีพก็จะสูงตามไปด้วย บางคนเลือกเมืองรองซึ่งใช้ชีวิตสบายกว่าและประหยัดกว่าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บางคนตั้งเป้าไปเรียนมหาวิทยาลัย Top 50 / Top 100 เพราะต้องการภาพลักษณ์ทางวิชาการและโอกาสในอนาคต
ก่อนจะคำนวณงบ ต้องเข้าใจก่อนว่าค่าใช้จ่ายมีอะไรบ้าง
หลายครอบครัวมักคำนวณแค่ค่าเทอมเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วการเรียนต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายหลายส่วน และแต่ละส่วนส่งผลต่อภาพรวมมากกว่าที่คิด ในบางครั้ง ผู้ปกครองอาจจะตกใจเมื่อได้เห็นงบประมาณรวม โดยทีมงาน i-study จะแนะนำให้แยกการเตรียมตัว โดยแบ่งเป็นงบก้อนใหญ่คือ ค่าเรียน และ มองด้านงบก้อนอื่นๆว่า สามารถที่จะเป็นการที่ผู้ปกครองสามารถส่งค่าใช้จ่ายให้แบบรายเดือน เพื่อเป็นค่าเช่าบ้านและค่าดำรงชีพเป็นต้น
ประเทศและเมืองที่เลือกเรียน
ในประเทศเดียวกัน แต่ต่างเมือง ค่าใช้จ่ายอาจต่างกันเป็นแสนต่อปี เช่น
- เมืองใหญ่ มักมีค่าที่พักและค่าเดินทางสูง
- เมืองรอง มักประหยัดกว่าและใช้ชีวิตสบายกว่า
- เมืองในเขต Regional (เมืองเล็ก) อาจมีค่าเช่าที่พักถูกลงมาก
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ลอนดอนแพงกว่าเมืองอื่นในสหราชอาณาจักร, ซิดนีย์แพงกว่าหลายเมืองในออสเตรเลีย และนิวยอร์กแพงกว่าหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา
และจากประสบการณ์การช่วยดูแลด้านที่พักกับน้องๆ i-study หลายร้อยคนในออสเตรเลีย ค่าที่พักในตัวเมืองเมลเบิร์นต้องใช้งบประมาณ 33,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ ในเมืองเพิร์ท ค่าที่พักเริ่มต้นที่ 18,000 บาทต่อเดือน ในระดับคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกันเช่น ความกล้างของห้องและระยะทางไปยังมหาวิทยาลัย ดังนั้น ค่าที่พักก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญมาก

เปรียบเทียบค่าครองชีพ 20 เมืองยอดนิยม (City Index)
จากประสบการณ์ของทีม i-study และข้อมูลออนไลน์จากแหล่งต่างๆ เรารวบรวมข้อมูลสำหรับ 20 เมืองที่เป็นที่นิยมของน้องๆมาเพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงตามด้านล่าง (โดยกำหนดให้ New York มีดัชนีที่ 100)
🇺🇸 สหรัฐอเมริกา (USA) – เมืองสำหรับนักเรียน
| เมือง | ดัชนีค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท) | ระดับค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| New York | 100 | 65,000 – 90,000 | สูงมาก |
| Los Angeles | 85 – 90 | 55,000 – 82,000 | สูงมาก |
| Chicago | 70 – 75 | 45,000 – 65,000 | สูง |
🇬🇧 สหราชอาณาจักร (UK) – เมืองสำหรับนักเรียน
| เมือง | ดัชนีค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท) | ระดับค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| London | 95 – 100 | 60,000 – 90,000 | สูงมาก |
| Manchester | 70 – 75 | 45,000 – 65,000 | สูง |
| Leeds | 65 – 70 | 42,000 – 60,000 | ปานกลาง |
| Birmingham | 65 – 70 | 42,000 – 60,000 | ปานกลาง |
🇦🇺 ออสเตรเลีย (Australia) – เมืองสำหรับนักเรียน
| เมือง | ดัชนีค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท) | ระดับค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| Sydney | 90 – 95 | 58,000 – 85,000 | สูงมาก |
| Melbourne | 85 – 90 | 55,000 – 82,000 | สูง |
| Brisbane | 80 – 85 | 52,000 – 78,000 | สูง |
| Adelaide | 70 – 75 | 45,000 – 65,000 | ปานกลาง |
| Perth | 75 – 80 | 48,000 – 70,000 | ปานกลาง |
| Regional Cities | 60 – 70 | 38,000 – 60,000 | ต่ำ |
🇨🇦 แคนาดา (Canada) – เมืองสำหรับนักเรียน
| เมือง | ดัชนีค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท) | ระดับค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| Toronto | 85 – 90 | 55,000 – 82,000 | สูง |
| Vancouver | 85 – 90 | 55,000 – 82,000 | สูง |
| Montreal | 70 – 75 | 42,000 – 65,000 | ปานกลาง |
🇳🇿 นิวซีแลนด์ (New Zealand) – เมืองสำหรับนักเรียน
| เมือง | ดัชนีค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท) | ระดับค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| Auckland | 80 – 85 | 52,000 – 78,000 | สูง |
| Wellington | 75 – 80 | 48,000 – 72,000 | ปานกลาง-สูง |
| Christchurch | 70 – 75 | 45,000 – 65,000 | ปานกลาง |
🇸🇬 สิงคโปร์ (Singapore) – เมืองสำหรับนักเรียน
| เมือง | ดัชนีค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายต่อเดือน (บาท) | ระดับค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| Singapore | 95 – 100 | 60,000 – 90,000 | สูงมาก |
มหาวิทยาลัยที่เลือกเรียน
มหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือกลุ่ม Top 100 มักมีค่าเทอมสูงกว่า ด้วยเหตุผลด้านชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ทรัพยากรทางวิชาการ เงินอุดหนุนการวิจัย และการแข่งขันในการรับเข้าศึกษาสูงกว่า
เคสที่พี่ๆ พบบ่อยๆ คือ น้องๆ หรือผู้ปกครองอยากให้เรียนในมหาวิทยาลัย Top 50 หรือ Top 100 โดยแม้ว่าต้องเปลี่ยนจากคณะที่อยากเรียนที่สุดเป็นคณะรองลงมา ซึ่งพี่ๆ มักจะไม่ค่อยแนะนำเพราะการเลือกวิชาเรียน ควรจะเป็นวิชาที่ชอบที่สุดเพราะจะเป็นอาชีพที่น้องๆ ได้เลือกไว้
ดังนั้น การเรียนมหาวิทยาลัยท็อปไม่ได้แปลว่าคุ้มที่สุดเสมอไป และไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยอันดับรองลงมาจะไม่ดี บางครั้งมหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ใน Top 100 แต่มีหลักสูตรที่ตรงเป้าหมายกว่า ได้โอกาสในการฝึกฝนควบคู่ไปกับทฤษฎี และ ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า กลับเหมาะกับนักเรียนหลายๆ คน และ ในหลายๆ รายวิชามากกว่า
ตัวอย่างเช่น RMIT University ในเมืองเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย (2027 QS World Ranking: อันดับที่ 119) แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Top 100 แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่มี Industry connection สูงมาก และเน้นการทำโปรเจ็คร่วมกันกับองค์กรต่างๆ ทำให้นักศึกษาที่จบการศึกษาจาก RMIT มักจะได้งานทำอย่างรวดเร็ว และ ได้เงินเดือนดีมาก
สาขาวิชาที่เรียน
สาขาวิชาก็มีผลโดยตรงเช่นกัน
- สายบริหารธุรกิจ การตลาด นิเทศศาสตร์ มักมีค่าใช้จ่ายปานกลาง
- สายวิทย์ วิศวกรรม IT หรือสายที่ต้องใช้แล็บ มักสูงขึ้น
- สายแพทย์ ทันตแพทย์ หรือสุขภาพเฉพาะทาง มักมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

สรุปค่าเทอม ป.ตรี ต่างประเทศโดยเฉลี่ยต่อปี
พี่ๆทีมงาน i-study ได้สรุปค่าเทอมแบบประมาณการในปี 2026-2027 ซึ่งเป็นภาพรวมค่าเทอมเฉลี่ยของมหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีในประเทศยอดนิยม สำหรับสาขาทั่วไป ไม่รวมแพทย์หรือหลักสูตรที่มีค่าใช้จ่ายเฉพาะทางสูงเป็นพิเศษ
| ประเทศ | ระยะเวลาเรียน ป.ตรี | ค่าเทอมเฉลี่ยต่อปี |
|---|---|---|
| ออสเตรเลีย | 3–4 ปี | 800,000 – 1,200,000 บาท |
| สหราชอาณาจักร | 3 ปี | 750,000 – 1,500,000 บาท |
| สหรัฐอเมริกา | 4 ปี | 900,000 – 1,800,000 บาท |
| แคนาดา | 4 ปี | 600,000 – 1,100,000 บาท |
| นิวซีแลนด์ | 3 ปี | 650,000 – 900,000 บาท |
| สิงคโปร์ | 2 ปี | 900,000 – 1,000,000 บาท |
| ยุโรป (ฮังการี สวีเดน ออสเตรีย) | 3 ปี | 400,000-500,000 บาท |
ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลกว้างๆ เพื่อช่วยให้น้องๆเห็นภาพรวมก่อนตัดสินใจจริง เพราะในชีวิตจริงค่าเทอมของแต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะมีความแตกต่างกันมาก
- ออสเตรเลีย
น้องๆ i-study ส่วนใหญ่ไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียกันค่ะ โดยออสเตรเลียยังเป็นหนึ่งในประเทศที่นักเรียนไทยนิยมมาก เพราะระบบการศึกษามีคุณภาพสูงและมีทางเลือกหลากหลายทั้งเมืองใหญ่และเมืองรอง โดยปริญญาตรีใช้เวลาเรียน 3 ปี นักศึกษาสามารถทำงานพิเศษได้ประมาณ 24 ชม. ต่อสัปดาห์ ซึ่งสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้
- สหราชอาณาจักร
ผู้ปกครองหลายท่านเลือก UK แม้ค่าเทอมต่อปีจะสูงกว่า เพราะลูกสามารถเรียนจบได้ภายใน 3 ปี ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมบางครั้งใกล้เคียงกับประเทศที่เรียน 4 ปีโดยเฉพาะในลอนดอนหรือมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่เมื่อมองลึกลงไป ในอังกฤษมีหลากหลายมหาลัยในหลายเมืองที่ทีมงาน i-study ของเราแนะนำให้นักศึกษาสามารถได้รับทุนส่วนลดทำให้ค่าเรียนเหลือเพียงประมาณ 6 แสนบาทต่อปี น้องๆหลายคนชอบ UK เพราะจบไวและภาพลักษณ์ดี นักศึกษาสามารถทำงานพิเศษได้ประมาณ 20 ชม. ต่อสัปดาห์
- นิวซีแลนด์
นิวซีแลนด์เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการสภาพแวดล้อมสงบ ปลอดภัย และไม่อยากแบกรับค่าครองชีพที่สูงเกินไป โดยการเรียนปริญญาตรีจะเป็นการเรียน 3 ปี และ สามารถทำงานต่อในนิวซีแลนด์ได้หลังจากเรียนจบ หลายคนมองว่านิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ใช้ชีวิตง่าย และค่าใช้จ่ายโดยรวมไม่แรงเกินไปเมื่อเทียบกับบางประเทศที่นิยมกันมากกว่า นักศึกษาสามารถทำงานพิเศษได้ประมาณ 25 ชม. ต่อสัปดาห์
ยุโรป เช่น ฮังการี สวีเดน ออสเตรีย
ยุโรปกำลังได้รับความสนใจจากน้องๆนักเรียน i-study มากขึ้น เพราะหลายประเทศมีหลักสูตรปริญญาตรีภาษาอังกฤษที่ใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปี และมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประเทศยอดนิยมอื่นๆ โดยเฉพาะฮังการี ออสเตรีย และสวีเดนที่มีคุณภาพการศึกษาดีและได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ นักศึกษายังมีโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลายและเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปได้สะดวก ทำให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวที่มองหาความคุ้มค่าทั้งด้านการศึกษาและงบประมาณ.
ถ้าดูเป็น “งบรวมตลอดหลักสูตร” ต้องเตรียมเท่าไหร่?
ข้อมูลนี้มักจะเป็นข้อมูลที่ผู้ปกครองเป็นผู้สอบถามเพื่อใช้ในการเตรียมตัว และ ตัวเลขรวมแบบนี้มักช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายกว่า เพราะเห็นภาพว่าผู้ปกครองจะ “ต้องเตรียมงบประมาณทั้งหมดเท่าไหร่” ในการเรียน
| ประเทศ | งบรวมโดยประมาณตลอดหลักสูตร |
|---|---|
| ออสเตรเลีย (3ปี) | 3.5 – 6 ล้านบาท |
| สหราชอาณาจักร (3ปี) | 3.5 – 6.5 ล้านบาท |
| สหรัฐอเมริกา (4ปี) | 6 – 12 ล้านบาท |
| แคนาดา (4ปี) | 4 – 7 ล้านบาท |
| นิวซีแลนด์ (3ปี) | 3 – 4.8 ล้านบาท |
| สิงคโปร์ (2ปี) | 3-4 ล้านบาท |
| ยุโรป (ฮังการี สวีเดน ออสเตรีย) (3ปี) | 2.5-3 ล้านบาท |

ค่าครองชีพต่างประเทศที่ควรเตรียมไว้
นอกจากค่าเรียน ป.ตรี ต่างประเทศแล้ว อีกส่วนที่สำคัญมากคือ ค่าครองชีพต่างประเทศ ซึ่งมักเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกเดือน
โดยทั่วไปควรเตรียมงบไว้ประมาณ 400,000 – 800,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับเมือง รูปแบบที่พัก และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของนักเรียน
ค่าใช้จ่ายหลักในชีวิตประจำวัน
- ค่าที่พัก หลายคนคิดว่าการเรียนใน Sydney แพงกว่า Brisbane เพียงเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงค่าเช่าอาจต่างกันมากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน
- ค่าอาหาร จากประสบการณ์ เรามักแนะนำให้น้องๆหัดทำอาหารง่ายๆเพื่อจะได้กินอาหารรสชาติที่ถูกปาก น้องๆบางคนไม่อยากทำอาหารเอง เรามักจะแนะนำให้ทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารซึ่งจะได้อาหารมาทานที่บ้านฟรีอีกด้วย
- ค่าเดินทาง การอยู่หอในมหาวิทยาลัยจะประหยัดค่าเดินทางที่สุด และ ดีในช่วงของการปรับตัวเมื่อเข้าไปเริ่มเรียนเทอมแรก แต่น้องๆมักจะไม่ชอบเพราะไม่อิสระเท่าที่ควร
- อื่นๆ ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
ที่พักแบบไหนประหยัดกว่า
1) หอพักในมหาวิทยาลัย
ข้อดีคือสะดวกและปลอดภัย เหมาะกับนักเรียนปีแรก แต่โดยทั่วไปจะมีราคาสูงกว่าที่พักแบบอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นที่พักแบบมีการบริการอาหาร นอกจากบางมหาลัยเช่น Murdoch University ประเทศออสเตรเลียที่ค่าที่พักรวมค่าน้ำค่าไฟ อินเตอร์เน็ต ประมาณ 2 หมื่นบาทเท่านั้น
2) หอพักนอก / แชร์บ้าน
เป็นตัวเลือกที่นักศึกษาต่างชาตินิยมมาก เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้พอสมควร และยังให้อิสระมากขึ้น
3) Homestay
เหมาะกับคนที่อยากปรับตัวเร็ว ฝึกภาษา และอยากมีคนดูแลเรื่องพื้นฐานบางอย่าง เช่น อาหาร อินเตอร์เน็ต ในช่วงแรก
มื่อเรียนต่อต่างประเทศ
ในกรณีที่นักเรียนสามารถทำอาหารเองได้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายในด้านอาหารลดลงมาก จากประสบการณ์ของเรา น้องๆหลายคนที่ไปเรียนและทานอาหารนอกบ้านจะพบว่าการซื้อกินทุกมื้อทำให้งบประมาณไหลเร็วมากโดยไม่รู้ตัว โดยค่าอาหารต่อเดือนอาจจะสูงถึง 2-3เท่าจากนักศึกษาที่ทำอาหารเอง
ส่วนการเดินทางนั้น หากเลือกที่พักใกล้มหาวิทยาลัยหรืออยู่ในเมืองที่ขนส่งสาธารณะดี ก็ช่วยประหยัดได้มากเช่นกัน
ค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ที่หลายคนมักลืม
เวลาเตรียมงบเรียนต่อ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงค่าเทอมและค่าหอ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายอย่างที่ควรเผื่อไว้ตั้งแต่ต้น
ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง
- ค่าสมัครมหาวิทยาลัย
- ค่าสอบภาษาอังกฤษ เช่น IELTS หรือ PTE
- ค่าทำพาสปอร์ต
- ค่าธรรมเนียมวีซ่า
- ค่าตรวจสุขภาพ
- ค่าประกันสุขภาพ
- ค่าตั๋วเครื่องบิน
- ค่ามัดจำที่พัก
- ค่าใช้จ่ายวันเดินทางและการตั้งตัวช่วงแรก
รวม ๆ แล้วค่าใช้จ่ายก่อนเดินทางอาจอยู่ราว 50,000 – 200,000 บาท แล้วแต่ประเทศและจำนวนมหาวิทยาลัยที่สมัคร
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่แนะนำให้เตรียมด้วย
- หนังสือเรียน
- โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด
- เสื้อผ้าสำหรับอากาศหนาว
- ค่าเดินทางกลับประเทศไทยช่วงปิดเทอม
- เงินสำรองฉุกเฉิน

เรียนในมหาวิทยาลัย Top 50 / Top 100 University ใช้เงินมากกว่าจริงไหม?
คำตอบคือ ส่วนใหญ่ “ใช่” น้องๆและผู้ปกครองหลายคนที่วางแผน เรียน ป.ตรี ต่างประเทศ มักอยากไปเรียนในมหาวิทยาลัย Top 50 / Top 100 เพราะมองว่าเป็นใบเบิกทางในอนาคต ทั้งเรื่องภาพลักษณ์ โอกาสการเรียนต่อในอนาคต และโอกาสการทำงาน
โดยทั่วไปมหาวิทยาลัย Top 100 ของโลกมักมีค่าใช้จ่ายในการเรียนสูงกว่า
- ค่าเทอมสูงขึ้นประมาณ 20–60%
- เมืองที่ตั้งมหาวิทยาลัยมักเป็นเมืองใหญ่
- ค่าครองชีพในเมืองเหล่านั้นสูงกว่า
- การแข่งขันเข้าศึกษาสูงกว่า
ภาพรวมค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัย Top 50 / Top 100 ของโลก (โดยประมาณ)
- สหรัฐอเมริกา: 1.5 – 3 ล้านบาทต่อปี
- สหราชอาณาจักร: 1.3 – 2.5 ล้านบาทต่อปี
- ออสเตรเลีย: 1.2 – 2 ล้านบาทต่อปี
มหาวิทยาลัย Top 100 ของโลก คุ้มกับเงินที่จ่ายจริงหรือไม่?
เมื่อพูดถึงการเรียนต่อต่างประเทศ หลายครอบครัวมักตั้งเป้าหมายไว้ที่ “มหาวิทยาลัย Top 100 ของโลก” เพราะเชื่อว่าชื่อเสียงของสถาบันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานและสร้างความได้เปรียบในอนาคต ซึ่งในหลายกรณีก็เป็นความจริง โดยเฉพาะในสาขาที่มีการแข่งขันสูง เช่น การเงิน (Finance), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) หรือสาขาที่ต้องการเครือข่ายศิษย์เก่าที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของทีม i-study เราพบว่าการเลือกมหาวิทยาลัยไม่ควรมองเพียงอันดับ (Ranking) เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุน หรือ Return on Investment (ROI) ร่วมด้วย
ตัวอย่างเช่น หากมหาวิทยาลัย Top 100 มีค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตรประมาณ 6-8 ล้านบาท ขณะที่มหาวิทยาลัยอันดับ 150-300 ที่มีคุณภาพการเรียนการสอนดี มีโอกาสฝึกงาน และได้รับการยอมรับจากนายจ้าง อาจมีค่าใช้จ่ายรวมเพียง 3-5 ล้านบาท ความแตกต่างของค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 2-3 ล้านบาท
ในหลายกรณี นายจ้างไม่ได้พิจารณาเฉพาะชื่อมหาวิทยาลัย แต่ยังให้ความสำคัญกับผลการเรียน ประสบการณ์ฝึกงาน ทักษะการสื่อสาร และประสบการณ์การทำงานจริงระหว่างเรียนด้วย นักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยที่มีโครงการฝึกงาน (Internship) หรือ Work Placement ที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Top 100 อาจจะได้รับโอกาสทำงานเร็วกว่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูงกว่าแต่ขาดประสบการณ์ภาคปฏิบัติ
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัย Top 100 ไม่คุ้มค่า เพราะสำหรับบางครอบครัวที่มีเป้าหมายทำงานกับองค์กรระดับโลก บริษัทข้ามชาติ หรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนปริญญาโทในรูปแบบการทำวิจัย การลงทุนในการศึกษากับมหาวิทยาลัยชั้นนำอาจสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่คุ้มค่าได้เช่นกัน
ดังนั้นคำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่ “ควรเลือกมหาวิทยาลัย Top 100 หรือไม่?” แต่ควรถามว่า “มหาวิทยาลัยแห่งนั้นเหมาะกับเป้าหมาย อาชีพ และงบประมาณของเราหรือไม่?” เพราะมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดสำหรับเรา อาจไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูงที่สุดเสมอไป แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่ช่วยให้นักศึกษาไปถึงเป้าหมายได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
มีงบประมาณต่อปีเท่านี้ เรียนปริญญาตรีในประเทศไหนได้บ้าง?
งบประมาณน้อยกว่า 1 ล้านบาทต่อปี
- สวีเดน
- ฮังการี
- ออสเตรีย
งบประมาณประมาณ 1–2 ล้านบาทต่อปี
- นิวซีแลนด์
- ออสเตรเลีย
- แคนาดาบางเมือง
- สิงคโปร์
งบประมาณประมาณ 2–3 ล้านบาทต่อปี
- ออสเตรเลีย (เมืองใหญ่)
- UK สหราชอาณาจักร / อังกฤษ
งบประมาณตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี
- สหรัฐอเมริกา
- UK มหาวิทยาลัยชื่อดัง
- มหาวิทยาลัย Top 100 ในเมืองใหญ่
เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เรามีคุณแม่ท่านหนึ่งติดต่อเข้ามาปรึกษาทีมงาน i-study ว่าต้องการให้น้องๆ 2 คนไปเรียนต่อ โดยมีงบคนละไม่เกิน 4.5 ล้านบาท สามารถไปเรียนที่มหาลัยของประเทศไหนได้บ้าง โดยจากงบประมาณ เราได้วิเคราะห์และส่งทางเลือกให้คุณแม่ทั้งการเรียนต่ออังกฤษ (UK) เรียนต่อออสเตรเลีย และ เรียนต่อนิวซีแลนด์ โดยแม้ว่าการเรียนในอังกฤษ (UK) ดูจะเป็นไปได้ยากด้านงบประมาณ แต่เมื่อเราได้มองภาพรวมแล้ว ทางทีมงานนำเสนอมหาวิทยาลัยที่มีทุนการศึกษา การอยู่หอแบบ twin-bed / shared room และ การที่น้องๆสามารถดูแลตนเองได้ด้านอาหาร

ทุนเรียนต่อ ป.ตรี ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากแค่ไหน?
อีกหนึ่งคำที่คนค้นหาบ่อยมากคือ ทุนเรียนต่อ ป.ตรี ทุนการเรียนต่อในระดับปริญญาตรีสำหรับนักเรียนต่างชาติอาจไม่ได้มีจำนวนเท่าระดับโท แต่ก็มีทุนที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จริง เช่น ทุนสำหรับนักศึกษาต่างประเทศ ทุนสำหรับนักศึกษาที่เรียนดี เป็นต้น
โดยทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบลดค่าเทอม 10–50% และบางกรณีอาจมากกว่านั้นสำหรับนักเรียนที่มีโปรไฟล์ดี จากประสบการณ์ของพี่ๆ i-study เราจะแนะนำทุนให้น้องๆในทุกกระณี ตัวอย่างเช่น ในออสเตรเลียมักจะมีทุนส่วนลดประมาณ 20-35% ในหลายๆมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัย Deakin มีทุนส่วนลดที่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้สูงสุดปีละกว่า 4 แสนบาท (ทุน 50%) หรือ ในอดีต นักศึกษาปริญญาตรีจาก i-study ได้รับทุนส่วนลด 70% จาก Swinburne University of Technology ในเมืองเมลเบิร์นทำให้ค่าเล่าเรียนลดลงเหลือเพียงประมาณ 2 แสนบาทต่อปีเท่านั้น
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศ
น้องๆและผู้ปกครองหลายๆคนที่เริ่มหาข้อมูล เช่นการถามญาติหรือคนรู้จักมักเจอความคิดแบบเดิม ๆ อยู่เสมอ เช่น
“เรียนต่างประเทศต้องรวยมากเท่านั้น”
จากประสบการณ์การทำงานมากว่า 10 ปี เรื่องนี้ไม่จริงเสมอไป เพราะการเลือกประเทศ เมือง และมหาวิทยาลัยอย่างเหมาะสม ช่วยคุมงบประมาณได้มากกว่าที่คิด เรามีน้องๆจากครอบครัวที่เป็นชนชั้นกลางไปเรียนต่อผ่านเราจำนวนมาก โดยเราภูมิใจมากๆที่เราได้มีโอกาสให้คำปรึกษาเรื่องการวางแผนทางการเงินแก่ผู้ปกครองหลายท่าน เรามีการให้ผู้ปกครองรูดบัตรเครดิตในเบื้องต้น และ วางแผนการผันทองคำให้เป็นเงิน
“ทำงานพาร์ทไทม์แล้วจ่ายค่าเทอมได้”
ในความเป็นจริงคือ งานพาร์ทไทม์มักช่วยได้เฉพาะค่าครองชีพหรือค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ครอบคลุมค่าเทอมก้อนใหญ่ทั้งหมด จากที่ทีมงาน i-study ของเราได้ดูแลน้องๆส่วนหนึ่ง น้องๆที่ทำงานเพื่อจ่ายค่าเทอมได้สำเร็จจะมี 2 กรณี คือ น้องกลุ่มที่มีค่าเทอมอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของค่าเรียนทั้งหมด และ น้องกลุ่มที่มีคู่แต่งงานที่ช่วยทำงานเต็มเวลาในขณะที่น้องนักเรียนทำงานพาร์ทไทม์ระหว่างเรียน
“ต้องเรียน Top 100 เท่านั้นถึงจะคุ้ม”
ไม่จริงเสมอไป เพราะบางครั้งมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับงบและสาขาอาจให้ผลลัพธ์ดีกว่าในชีวิตจริง เช่น มหาวิทยาลัยกลุ่มท็อป 5 ของออสเตรเลียมักจะมีอัตราการได้งานน้อยกว่าหลังเรียนจบ (การทำวิจัย จะเป็นการสอบถามหลังเรียนจบ6เดือน)
“ค่าใช้จ่ายมีแค่ค่าเทอมกับค่าหอ”
จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายแฝงมีผลมาก เช่น ค่าเดินทางระหว่างประเทศ และถ้าไม่เผื่อไว้ตั้งแต่ต้น อาจทำให้งบเกินได้ง่าย
ให้ i-study ช่วยวางแผนงบประมาณและการเรียนต่อของนักเรียน
การเรียนต่อต่างประเทศเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ของครอบครัว และยิ่งวางแผนได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเลือกทางที่ต้องการและคุ้มค่าได้มากขึ้นเท่านั้น เรามักจะแนะนำให้วางแผนและสมัคร 1-1.5ปีก่อนเริ่มเรียน
ทีมที่ปรึกษาของ i-study พร้อมช่วยคุณวิเคราะห์งบประมาณจริง แนะนำประเทศและมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับเป้าหมาย รวมถึงช่วยดูเรื่องทุนการศึกษาและการสมัครเรียนอย่างเป็นระบบ
H3: คำถามที่พบบ่อย
Q : เรียนต่อต่างประเทศใช้เงินทั้งหมดกี่บาท?
A : โดยเฉลี่ยประมาณ 3–6 ล้านบาทสำหรับหลักสูตรปริญญาตรี แต่ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับประเทศ เมือง และมหาวิทยาลัยที่เลือก
Q : ค่าเรียน ป.ตรี ต่างประเทศ ประเทศไหนคุ้มที่สุด?
A : นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและแคนาดาบางเมืองมักเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกับคุณภาพชีวิต อีกทั้งมี Post Study Work Visa ที่ให้โอกาสนักศึกษาในการทำงานต่อในประเทศนั้นๆและมีรายได้ที่ดีมากๆหลังเรียนจบ
Q : งบ 3 ล้านบาทพอเรียนต่อต่างประเทศไหม?
A : พอสำหรับหลายประเทศและหลายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะถ้าเลือกเมืองรองหรือมีทุนการศึกษาช่วย เช่น ทางทีม i-study เคยแนะนำการเรียนที่ JCU Brisbane ที่มีทุนการศึกษาสำหรับการเรียนด้านธุรกิจสูงถึง 35% (2026) โดยจากค่าเรียนปกติที่ไม่สูง และ อยู่ในเมืองที่มีโอกาสทำงานมาก (บริสเบน) ทำให้น้องๆสามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 3 แสนบาทต่อปีเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆในออสเตรเลีย
Q : ต้องมีเงินสำรองเท่าไหร่ก่อนยื่นวีซ่า?
A : ขึ้นอยู่กับประเทศและเงื่อนไขของแต่ละที่ แต่โดยทั่วไปควรมีเงินสำรองเพียงพอสำหรับค่าเทอม ค่าครองชีพ 1 ปี และค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง
Q : ทำงานพาร์ทไทม์ช่วยจ่ายค่าเรียนได้ไหม?
A : ช่วยได้ในส่วนค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายรายวัน แต่ไม่ควรใช้เป็นแหล่งหลักในการจ่ายค่าเทอมทั้งหมด

แชทกับเรา!
เลือกวิธีติดต่อของคุณ
LINE - ทีมงาน 👤 Human
คุยกับเจ้าหน้าที่จริง
LINE - AI Bot 🤖 AI
ตอบอัตโนมัติ 24/7
👤 เวลาทำการ: จ-ศ 9:00-17:00 น.
🤖 ตอบอัตโนมัติทันที ⚡